ภาพยนตร์กับเสียงเพลง

ภาพยนตร์ถือกำเนิดขึ้นบนโลก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๑ โดย โธมัส อัลวา เอดิสัน นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน โดยในช่วงบุกเบิกนั้นเป็นการบันทึกภาพต่างๆในชีวิตประจำวัน ต่อมาจึงมีการใส่เรื่องราวและกำกับให้แสดง  จนพัฒนาเป็นหนังเดินเรื่องขนาดสั้นและหนังเดินเรื่องขนาดยาวในที่สุด ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่หนังยุคแรกเริ่มมีด้วยกันคือ ส่วนใหญ่คือหนังไม่มีเสียง ที่เรียกกันว่ายุคหนังเงียบ (พ.ศ.๒๔๓๗-๒๔๗๐) โดยใช้ฉากและท่าทางการแสดงเพื่อสื่อสารให้เข้าใจ สลับกับการขึ้นตัวหนังสือเป็นระยะเพื่อแสดงบทเจรจาหรือบอกเล่าเรื่องราวให้ต่อเนื่อง และจากจุดนี้เองที่ “เสียงเพลง” ได้ดำเนินท่วงทำนองเข้ามามีบทบาทในโลกภาพยนตร์

display4

ความอึกทึกคึกครื้นของหนังเงียบ

การจัดฉายภาพยนตร์ในยุคหนังเงียบนั้น สิ่งสำคัญที่ผู้ฉายต้องจัดให้มีขึ้นควบคู่ไปด้วยก็คือ การบรรเลงดนตรี ด้วยเหตุผลง่ายๆที่สามารถคิดกันได้คือ หากปล่อยความเงียบให้ครอบงำไปตลอดระยะเวลาฉายหนังคงเป็นที่น่าอึดอัดอยู่มิใช่น้อย แต่การณ์กลับเป็นว่า แม้ตัวหนังจะไม่มีเสียง แต่บรรยากาศในโรงฉายกลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของเสียงอึกทึกนานา ทั้งเครื่องฉายที่ส่งเสียงแกรกกรากอยู่กลางโรง เสียงผู้ชมพูดคุยกันจอแจ เด็กร้องไห้งอแง เสียงตบยุงเหลือบริ้นและไอจามสารพัด ฯลฯ ดังนั้นเจ้าของโรงฉายจึงจัดให้มีดนตรีบรรเลง เพื่อขับกล่อมบรรยากาศและกลบเกลื่อนเสียงอึกทึกคึกครื้นอันเกิดขึ้นระหว่างการเดินเรื่องไปอย่างไร้เสียงของภาพยนตร์ โดยดนตรีที่บรรเลงมีทั้งที่ทำไว้สำเร็จรูปสำหรับเล่นกับหีบเสียงหรือจานเสียง และดนตรีบรรเลงสด ซึ่งมีการจัดพื้นที่ไว้ข้างๆหรือหน้าจอหนังตามแต่ขนาดของวงดนตรีที่มาบรรเลง ซึ่งมีตั้งแต่เล่นเดี่ยวกับเครื่องดนตรีชิ้นเดียว ไปจนถึงบรรเลงกันเป็นวงมโหรีก็มี และต่อมาบทบาทของดนตรีบรรเลงก็ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกระดับ โดยมีการเลือกสรรเพลงมากขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อเร้าอารมณ์ผู้ชมให้คล้อยไปกับเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่บนจอ หรือแม้กระทั่งในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ก็ยังใช้ดนตรีเพื่อกล่อมอารมณ์ของผู้แสดงให้รู้สึกร่วมไปกับบทที่ได้รับด้วย

display3

เมื่อหนังพูดได้ 

พ.ศ. ๒๔๗๐ ภาพยนตร์มีเสียงเรื่องแรกของโลก “The Jazz Singer” ออกฉายสู่สาธารณชน และได้รับการต้อนรับอย่างตื่นเต้นจากผู้ชม นับเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์สากลของภาพยนตร์ยุคหนังเสียง ในปีนั้นเอง กรุงเทพฯภาพยนตร์บริษัท โดยคณะพี่น้องวสุวัต ก็จารึกหน้าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยด้วย ‘โชคสองชั้น’ ภาพยนตร์เรื่องแรกที่สร้าง กำกับ และแสดงโดยคณะคนไทย แม้ ‘โชคสองชั้น’ จะยังคงเป็นภาพยนตร์เงียบในขณะที่อุตสาหกรรมหนังของประเทศตะวันตกได้ก้าวเข้าสู่ยุคหนังเสียงแล้ว แต่ถัดมาอีกเพียง ๔ ปี พี่น้องวสุวัตก็พัฒนากล้องถ่ายภาพยนตร์ที่ใช้อยู่ให้สามารถถ่ายหนังแบบบันทึกเสียงลงบนฟิล์มได้สำเร็จ  กระทั่งวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ “หลงทาง” ภาพยนตร์พูดได้เรื่องแรกของไทยก็ออกฉายสู่สาธารณชนในโอกาสเฉลิมฉลองพระนครครบ ๑๕๐ ปี

แนวทางการเดินเรื่องของหนังเสียงเป็นรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากฮอลลีวู้ด มักเป็นแนวหนังชีวิต มีบทพูดคมคาย และที่สำคัญมีการร้องเพลงและเต้นระบำเป็นตัวชูเรื่อง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงเริ่มแรกของการทำหนังเสียง ผู้สร้างย่อมต้องการจะแสดงความโดดเด่นของวิทยาการใหม่คือหนังบันทึกเสียง (sound on film) ก็ต้องอวดการใช้เสียงเป็นจุดขาย การร้องเพลงและเต้นระบำจึงเป็นตัวชูโรงให้กับหนังเสียงเป็นอย่างดี ภาพยนตร์เรื่อง ‘หลงทาง’ รับเอาแนวทางดังกล่าวมาใช้และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีเพลงร้องประกอบภาพยนตร์ถึง ๖ เพลง เห็นได้ว่าเสียงเพลงได้ขยับบทบาทขึ้นมาอีกขั้น โดยก้าวเข้ามาอยู่ในเนื้อหาของหนังเพื่อเป็นส่วนช่วยเสริมเรื่องและเติมรสให้กับภาพยนตร์

display6

 

เสียงเพลงในภาพยนตร์display2

ภาพยนตร์พูดที่ตามติดออกมาหลังจากนั้น ล้วนเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน เพลงในภาพยนตร์ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน แม้ว่าหนังจะลาโรงแล้วผู้คนก็ยังร้องเพลงได้ติดปาก ที่เป็นเช่นนั้นเพราะได้มีการจัดบันทึกบทเพลงจากหนังลงแผ่นเสียงออกวางขายทั่วไป ที่โดดเด่นที่สุดได้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “เพลงหวานใจ” สร้างโดยภาพยนตร์เสียงศรีกรุงของพี่น้องวสุวัต ซึ่งลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์หรือที่สมัยนั้นเรียกว่าภาพยนตร์พูดชั้นซูเปอร์ ออกฉายในปีพ.ศ. ๒๔๘๐ ประพันธ์เรื่อง บทร้อง และกำกับการแสดงโดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) มีเพลงไพเราะประกอบหนังถึง ๙ เพลง อาทิ เพลงใครปั้นเธอ, เธอใกล้หรือไกล และ ฉันหาหวานใจ

 

ภาพยนตร์กับเสียงเพลง 

display5

การนำบทเพลงมาใช้ประกอบหนังได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลายมาทุกยุคสมัย เห็นได้จากมีการสร้างภาพยนตร์แนวนี้ต่อเนื่องเรื่อยมา เช่น สวรรค์มืด (พ.ศ.๒๕๐๑), เกาะสวาทหาดสวรรค์ (พ.ศ.๒๕๑๒), โทน (พ.ศ.๒๕๑๓), วัยอลวน (พ.ศ. ๒๕๑๙), สงครามเพลง (พ.ศ.๒๕๒๖) ฯลฯ โดยในระหว่างนี้ได้มีพัฒนาการของบทเพลงในภาพยนตร์ไทยในอีกรูปแบบหนึ่งเกิดขึ้นคือ ใช้การร้องเพลงเป็นตัวเดินเรื่องแทนบทเจรจาในภาพยนตร์ ซึ่งนักวิชาการด้านภาพยนตร์จำแนกหนังแนวนี้ออกเป็นอีกประเภทหรือตระกูลหนึ่ง (genre) ที่เราเรียกกันว่าหนังเพลง (musical) ได้แก่เรื่อง เงิน เงิน เงิน (พ.ศ. ๒๕๐๘), มนต์รักลูกทุ่ง (พ.ศ.๒๕๑๓) และ เทพธิดาบาร์ ๒๑ (พ.ศ.๒๕๒๑)

ปีพ.ศ. ๒๕๓๓ เมื่อธุรกิจเพลงไทยเบ่งบาน สองค่ายเพลงยักษ์อย่างอาร์เอสโปรโมชั่นและแกรมมี่เอนเตอร์เทนเมนต์ได้เพิ่มความโดดเด่นให้กับเพลงในภาพยนตร์มากขึ้น ด้วยการลงทุนสร้างหนังพร้อมทั้งทำเพลงประกอบ และจับศิลปินนักร้องวัยรุ่นในสังกัดมาร้องและนำแสดง เช่นเรื่อง รองต๊ะแล่บแปล๊บ (พ.ศ. ๒๕๓๕), จักรยานสีแดง (พ.ศ. ๒๕๔๐) ฯลฯ ต่อมาในยุคหลังสมัยใหม่ (postmodern) ที่คนทำหนังโฆษณาผันตัวมากำกับภาพยนตร์ ก็นำบทเพลงมาใช้สร้างสีสันและลูกเล่นแปลกใหม่ในการเล่าเรื่อง เช่น มนต์รักทรานซิสเตอร์ (พ.ศ. ๒๕๔๕), หมานคร (พ.ศ. ๒๕๔๗)